สวนเตยหอมชานกรุง ปลูกคุณภาพ ผลิตใบส่งไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม


“เตยหอม” เป็นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ก็เห็นคุณยาย ใช้เตยหอมมาเป็นส่วนผสมของการทำขนมทั้งขนมชั้นและขนมลอดช่องขายเป็นประจำ โดยสมัยนั้นคุณยายจะปลูกเตยหอมไว้ข้างท้องร่องบริเวณรั้วหน้าบ้าน พอจะใช้ก็ให้ผู้เขียนลงไปตัด โดยยายสอนให้เลือกใบแก่ เพราะจะให้สีขนมที่มีสีเขียวเข้มสวยและมีกลิ่นหอมจัดกว่าใบอ่อน

ในสมัยนั้นผู้เขียนคิดว่าเตยหอมไม่น่าจะเป็นพืชทำเงินในลักษณะที่จะตัดใบขายได้ เพราะการนำมาใช้ประโยชน์ค่อนข้างน้อย หากไม่มีอาชีพเกี่ยวกับทำขนมไทยที่ต้องใช้เตยหอมเป็นส่วนประกอบ ก็ยากที่จะมีใครปลูกไว้ให้รกบ้าน เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะเตยหอมเป็นพืชที่ปลูกง่าย ยิ่งได้พื้นที่แฉะ ๆ หน่อยยิ่งแตกกอเจริญงอกงามชนิดที่ว่าถ้าไม่ถางทิ้งก็รกครึ้มเลยทีเดียว

แต่ปัจจุบันเตยหอมกลายเป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินให้กับเกษตรกรในหลายจังหวัด โดยเฉพาะปทุมธานี, นครปฐม และกรุงเทพฯ ชั้นนอก เหตุที่เตยหอมมีตลาดที่ชัดเจนกว่าในอดีต ก็เนื่องจากเตยหอมกลายมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการทำดอกไม้กำเพื่อไหว้พระและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีแหล่งรับซื้อใหญ่อยู่ที่ปากคลองตลาดและตลาดสี่มุมเมือง



นอกจากนี้กระแสเรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเองกำลังมาแรง ผู้คนยุคสมัยใหม่หันมาบริโภคอาหารเป็นยากันมากขึ้น และเตยหอมก็จัดอยู่ในหมวดสมุนไพรมากสรรพคุณ ด้วยเหตุนี้เราจึงเริ่มเห็นการนำเตยหอมมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มและอาหารการกินในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น และถ้าจะพูดถึงสวนเตยหอมที่มีคุณภาพใกล้ ๆ ชุมชนเมือง คงจะหนีไม่พ้น “สวนเตยชานกรุง” เลขที่ 74 ซอยเพชรเกษม 68 แยก 25 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. (โทร.09-4487-8222, 09-5496-0543) ซึ่งสวนเตยแห่งนี้มีจุดเด่นในเรื่องการผลิตใบเตยเพื่อส่งไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม (เป็นส่วนประกอบของขนมไทยและเครื่องดื่มในกลุ่มชาเพื่อสุขภาพ) โดยจะผลิตแบบปลอดสารเคมี ซึ่งจะได้สุขภาพดีทั้งคนปลูกและผู้บริโภค
คุณวันทนีย์ สมส่วน เจ้าของสวนเตยชานกรุง เล่าให้ฟังว่า เดิมที่นั้นตนปลูกกล้วยไม้ประเภทหวายตัดดอกจำหน่าย และปลูกใบเตยแซมในร่องสวน ซึ่งในขณะนั้นรายได้หลักจะมาจากกล้วยไม้ แต่การผลิตกล้วยไม้หวายตัดดอกนั้นมีข้อจำกัดที่ว่าจะต้องใช้ปุ๋ยและยาในปริมาณมาก อีกทั้งต้องใช้แรงเยอะ ต้องทำงานทุกวัน และด้วยสุขภาพของตนไม่สู้จะดีนัก จึงคิดเลิกอาชีพการทำสวนกล้วยไม้หันมาปลูกเตยหอมขายเพียงอย่างเดียวเพราะเริ่มมองเห็นตลาดของใบเตยที่มีมากขึ้น

ที่สวนเตยชานกรุงแห่งนี้มีเนื้อที่การปลูกเตยหอมทั้งหมด 10 กว่าไร่ ผลิตในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์ครบวงจร ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่นี่ถูกส่งไปจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ขายในหลายแห่ง เช่น ส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ทำขนมไทยจำหน่าย เช่น ลอดช่อง ขนมชั้น ตะโก้เสวย สังขยาใบเตยสำหรับเป็นไส้ขนม อีกทั้งยังส่งให้กับกลุ่มแม่บ้านที่นำใบเตยไปแปรรูป และส่งให้กับปากคลองตลาดเพื่อเป็นส่วนประกอบของดอกไม้กำ
“การตัดเตยหอมจำหน่ายของสวนเราจะแตกต่างจากเกษตรกรผู้ปลูกเตยหอมในเขตอื่น ซึ่งหากเป็นในแถบอื่นเขาจะตัดจำหน่ายทั้งต้น จากนั้นลำต้นที่เหลืออยู่ก็จะแตกแขนงขึ้นมาเป็นต้นใหม่ แต่สวนของเราจะเลือกตัดเฉพาะใบที่แก่เท่านั้น เนื่องจากตลาดของเราเป็นตลาดอาหารและการนำเตยไปแปรรูปของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารเขาก็จะเลือกใช้ใบเตยแก่เพราะจะให้สีเข้มสวยและมีความหอมมากกว่าใบเตยอ่อน”

สำหรับวิธีการปลูกเตยนั้นจะใช้วิธีเดียวกับการทำนา โดยพื้นที่ปลูกหากเป็นพื้นที่ราบจะต้องไถพรวนในลักษณะเดียวกับการทำนาดำ และพื้นที่จะต้องมีน้ำขังเฉอะแฉะซึ่งเป็นสภาพพื้นดินที่เตยชอบนัก หากจะปลูกในร่องสวนก็ต้องรดน้ำให้พื้นดินแฉะเป็นโคลน บริเวณด้านบนควรขึงด้วยสแลนพรางแสงความหนาประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้ใบเตยที่มีสีเขียวเข้มสวยตรงตามความต้องการของตลาด
เมื่อได้สถานที่พร้อมกับการเพาะปลูกแล้ว ให้นำกล้าเตยมาปักดำในลักษณะเดียวกับการดำนา โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 30 เซนติเมตร พื้นที่การเพาะปลูก 1 ไร่ หากเกษตรกรไม่มีกล้าพันธุ์เอง จะต้องลงทุนซื้อกล้าพันธุ์ต้นละ 1 บาท ใน 1 ไร่จะใช้กล้าพันธุ์ประมาณ 10,000 ต้น

หลังจากการปลูกไป 1 สัปดาห์ กล้าเตยก็จะเริ่มตั้งตัว จากนั้นให้บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรเร่งการเจริญเติบโต หากจะใช้ปุ๋ยเคมีต้องบำรุงด้วยปุ๋ยสูตรเสมอสลับกับปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง จากนั้นต้องหมั่นรดน้ำและดูแลอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งต้นเตยมีอายุ 7 เดือนจึงจะสามารถตัดใบจำหน่ายได้ โดยเตยหอม 1 ไร่ จะตัดใบจำหน่ายได้ประมาณ 700 กิโลกรัม/เดือน ราคาจำหน่ายหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-16 บาทในฤดูฝนและฤดูหนาว และราคากิโลกรัมละ 20 บาทในฤดูร้อน

หากเกษตรกรต้องการปลูกเตยหอมจำหน่าย สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาก็คือในเรื่องของตลาด จะต้องมีตลาดรับซื้อที่ชัดเจน หรือหากไม่ต้องการปลูกส่งตลาดก็ต้องสร้างตลาดการบริโภคขึ้นมาใหม่ เช่น ทำชาใบเตยแปรรูปจำหน่าย ซึ่งเตยหอมเขาก็มีสรรพคุณทางสมุนไพรมากมาย และคนสมัยใหม่ก็ให้ความสำคัญกับการบริโภคใบเตยเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

“ทั้งนี้ เมื่อเราหาตลาดได้แล้วก็สามารถลงมือปลูกได้เลย ซึ่งการปลูกและดูแลนั้นไม่ยาก หากเกษตรกรที่มีพื้นฐานในการทำเกษตรอยู่แล้วยิ่งสบายไปกันใหญ่ เพราะเตยเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย มีศัตรูรบกวนน้อย หากจะมีแมลงรบกวนบ้างก็เช่นพวกตั๊กแตนมากินใบอ่อน ซึ่งเราสามารถขับไล่แมลงพวกนี้โดยการใช้น้ำหมักสะเดาและน้ำหมักสมุนไพรต่าง ๆ การปลูกเตยจะมีผลดีกับเกษตรกรตรงที่ผู้ปลูกไม่ต้องใช้สารเคมีใด ๆ เลย และมีผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรงด้วย”

อย่างไรก็ตามตลาดของเตยหอมตลาดใหญ่นั้นยังคงอยู่ที่การนำใบเตยหอมมาเป็นส่วนประกอบของดอกไม้กำ ดังนั้น หากเกษตรกรต้องการปลูกแต่ยังเข้าไม่ถึงตลาด จึงขอแนะนำให้ปลูกเป็นอาชีพเสริมเสียก่อน โดยต้องค่อย ๆ หยั่งเท้าดูความต้องการของตลาดทีละเล็กทีละน้อย อย่าผลีผลามด่วนลงทุนเพราะถึงแม้เตยจะเป็นพืชสมุนไพร แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีใครกินใบเตยเหมือนพืชผักทั่วไป หากเกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงปลาจำหน่ายและมีปัญหาเรื่องน้ำสีเขียวเข้ม การนำเตยหอมมาปลูกในน้ำรอบ ๆ บ่อก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย เพราะเตยหอมจะช่วยเพิ่มออกซิเจนและบำบัดนำเสียได้อย่างดี ซึ่งผลที่ได้นอกจากเกษตรกรจะได้ทั้งปลาดีมีคุณภาพขายแล้ว ยังสามารถตัดใบเตยขายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย” คุณวันทนีย์ได้ทิ้งท้ายไว้

ข้อมูล : เกษตรกรก้าวหน้า



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)
Previous
Next Post »