ขนมจีนน้ำยาปู สูตรต้นตำรับภูเก็ต…อร่อยเด็ดถึงใจ เนื้อปูเน้นๆทุกคำ

น้ำยาปูแบบภูเก็ตเป็นอาหารที่หากินยาก ที่มีขายก็ราคาแพง เนื้อปูโหรงเหรงไม่สะใจ แต่ถ้าใครชอบทานอาหารจานนี้เป็นชีวิตจิตใจ และอยากกินแบบไม่อั้น ก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ เพราะวันนี้เราจะหยิบยกสูตร "ขนมจีนน้ำยาปูแบบภูเก็ต" ที่อร่อยเด็ด เผ็ดสะระตี สูตรคุณ บ่งบ๊ง มาสาธยายให้น้ำลายหยดกัน จะน่ากินแค่ไหน ตามมาดูเลย

ส่วนประกอบพริกแกง
– พริกขี้หนูแห้งแช่น้ำจนนิ่ม 15-20 เม็ด (ชอบเผ็ดเพิ่มได้)
– พริกชี้ฟ้าเหลือง 4 เม็ด
– พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา
– ข่าแก่หั่นซอย 1+½ ช้อนโต๊ะ
– ตะไคร้ซอย 3 ต้น
– ผิวมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ
– กระเทียมไทยซอย 3 ช้อนโต๊ะ
– หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
– ขมิ้นสด 2 ช้อนโต๊ะ
– กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ



ส่วนผสมน้ำยา
กะทิ  3 ถ้วย (กะทิขนาด 200 ml. 3 กล่อง)
หางกะทิ 2 ถ้วย (กะทิ 1 กล่อง ผสมกับน้ำเปล่า 1 ถ้วย)
เนื้อปูม้าก้อน หรือ เนื้อกรรเชียงปู 400 กรัม (หรือมากน้อยตามชอบ)


เกลือสมุทร 2 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูด 3 ใบ

ส่วนอื่นๆ
ผักสดต่าง ๆ เช่น ถั่วฝักยาวหั่นท่อน แตงกวาหั่นชิ้น ผักกระเฉดเด็ด ลูกสะตอสด และชนิดดอง
พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น หรือ พริกแห้งทอดกรอบ
ไข่ต้มยางมะตูม


วิธีทำ
1. ทำพริกแกง โดยน้ำส่วนผสมทั้งหมดข้างต้นโขลกรวมกันให้ละเอียด พักรอไว้
(โขลกพริกไทยให้ละเอียดก่อน ตามด้วยพริกแห้งแช่น้ำจนนิ่ม พริกชีฟ้าเหลือง ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด ขมิ้นสด ใส่เกลือป่นลงไปโขลก 1/2 ช้อนชา (เพื่อให้โขลกง่ายไม่กระเด็น) แล้วโขลกรวมกันให้ละเอียด เมื่อพริกแกงละเอียดแล้ว จึงใส่กะปิลงไปโขลกให้เข้ากัน


2. นำหัวกะทิ 1 ถ้วย และหางกะทิ 2 ถ้วย ผสมรวมกันในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟกลาง ๆ เมื่อเดือดปุดๆ ให้ใส่พริกแกงที่โขลกไว้ลงไป  หมั่นคนจนส่วนผสมเดือด


3. ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำตาลปีบ เติมหัวกะทิส่วนที่เหลือลงไปจนหมด หมั่นคนเพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน ชิมรสชาติให้มีรสเค็มและเผ็ดนำ


4. ใส่เนื้อปูส่วนหนึ่งลงไป


5. ก่อนดับไฟ ให้ฉีก ๆ ใบมะกรูดใส่ไปด้วย


6. จัดขนมจีนใส่จาน ราดด้วยน้ำยาปู และโรยเนื้อปูก้อนลงไปด้านบน





เสร็จเรียบร้อยกับเมนูสุดน่าทาน ที่จะอร่อยมากขึ้นเมื่อทานคู่กับผักสดต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ และไข่ต้มยางมะตูมเยิ้มๆ เนื้อปูเป็นดุ้นๆแบบนี้คงหาทานที่ไหนไม่ได้แน่ๆถ้าไม่ทำกินเองแบบนี้ ใครอยากทานขนมจีนน้ำยาปูแบบจุใจ จัดไปอย่าให้เสีย

...........................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก bloggang.com

...........................
ที่มา : nirasoomwan



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)
Previous
Next Post »