แมงลัก...พืชสู้ภัยแล้ง สร้างรายได้...ไร่ละเป็นหมื่นบาท


เป็นผลิตผลที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ถือเป็นทั้งพืชผักและพืชสมุนไพร เป็นพืชที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันจำเป็นสูง ได้แก่ โอเมก้า-3 ถึงร้อยละ 54 โอเมก้า-6 ถึงร้อยละ 22 อีกทั้งมีเยื่อหุ้มเมล็ด (Husk) ที่ให้ใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ถึง 45 เท่าของน้ำหนักแห้ง รับประทานแล้วจึงทำให้อิ่มเร็ว และช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยในด้านการระบาย โดยในแพทย์แผนไทยใช้เป็นยาระบาย

แต่ที่น่าสนใจ คือเป็นพืชที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ แมลงศัตรูพืชรบกวนน้อย รวมถึงการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ต้องการน้ำน้อย เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร โดยหลังจากปลูกแล้ว จะให้น้ำเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าเมล็ดแมงลักจากประเทศปากีสถาน จำนวน 167 ตัน และมีปริมาณการส่งออก จำนวน 193 ตัน ไปยังประเทศปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยอรมนี เป็นต้น โดยแมงลักที่ส่งออก ต้องเป็นเมล็ดที่สะอาดและไม่มีสารอะฟลาท็อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อน



ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชในช่วงวิกฤติภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลผลิตมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย จึงได้ดำเนินการส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพสู่เกษตรกรเพื่อทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย

จากการเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น ถึงปีละ 280 ตัน สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีและคุ้มค่า มีต้นทุนที่น้อยลง และมีตลาดแน่นอนทั้งภายในและต่างประเทศ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกแมงลักเพื่อผลิตเมล็ดมากขึ้น เนื่องจากราคาที่จำหน่ายได้ค่อนข้างสูง กลายเป็นแรงจูงใจมากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น อีกทั้งยังปลูกและดูแลรักษาง่าย มีโรคแมลงศัตรูรบกวนน้อย และได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงถึง 140 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่ราคาจำหน่ายมีตั้งแต่กิโลกรัมละ 70-200 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรถึงไร่ละ 10,000-20,000 บาท



ผลิตอย่างไรให้ได้คุณภาพ

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ได้เข้าไปส่งเสริมและแนะนำเกษตรกร จะเน้นตั้งแต่ในเรื่องสายพันธุ์ การคัดเลือกพื้นที่ การจัดการดูแลจนถึงการเก็บเกี่ยว

สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันหลังย้ายกล้า ให้ผลผลิตประมาณ 100-140 กิโลกรัม ต่อไร่

ฤดูปลูก จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

การเลือกพื้นที่ปลูก ควรเลือกพื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำท่วมขังเนื่องจากเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หากพื้นที่ไม่สม่ำเสมอควรปรับพื้นที่เสียก่อน หรือควรยกร่องปลูกเพื่อความสะดวกในการให้น้ำและการกำจัดวัชพืช

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แมงลักสามารถขึ้นได้ทั่วไปในดินทุกชนิด ที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ไม่ชอบที่ลุ่มที่น้ำท่วมขัง และชอบแสงแดดจัด กลางแจ้ง อุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตประมาณ 25-37 องศาเซลเซียส

การปลูกและดูแลรักษา การปลูกแมงลักต้องมีการเพาะต้นกล้าก่อนที่จะย้ายลงในแปลงปลูก จึงต้องเตรียมดินทั้งแปลงเพาะกล้าและแปลงปลูก โดยควรดำเนินการดังนี้



การเตรียมดินและแปลงเพาะกล้า ควรไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-15 วัน แล้วย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร เตรียมดินให้ละเอียด หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป รดน้ำให้ชุ่มเมื่อต้นกล้าอายุ 20-30 วัน จึงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก

การเตรียมดินแปลงปลูก ควรไถดิน 2 ครั้ง ไถเปิดหน้าดิน ตามด้วยไถพรวนและตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชโรคและแมลง เกษตรกรควรปรับพื้นที่แปลงปลูกให้มีความสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่ำ

ช่วงการปลูก หากพบว่า ดินไม่มีความชื้นเลยให้นำน้ำเข้าแปลง โดยวิธีปล่อยน้ำท่วมแปลง แล้วทิ้งไว้จนดินหมาด จึงย้ายต้นกล้าลงปลูก ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้น ต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อแมงลักอายุ 30 วัน และเริ่มออกช่อดอกให้พ่นธาตุอาหาร แคลเซียมและโบรอน เมื่อแมงลักอายุ 40-60 วัน ให้น้ำครั้งที่ 2 หลังจากย้ายกล้าปลูก ประมาณ 10-14 วัน พอหมาดอย่าให้น้ำขัง หลังจากนั้นไม่ต้องให้น้ำอีกเลย

แมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด ปกติแล้วแมงลักจะมีแมลงศัตรูรบกวนน้อย หากพบจะพบการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกันมากัดกินช่อดอกในช่วงตั้งแต่อายุ 2 เดือน หลังย้ายกล้า จนกระทั่งติดช่อดอก สามารถป้องกันกำจัด ด้วยการฉีดพ่นสารไตรอะโซฟอส อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการทำลาย และฉีดพ่นห่างกันทุกๆ 7 วัน

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ใช้วิธีเก็บเกี่ยวทั้งต้น เมื่อสังเกตว่าช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีดำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นวางตากให้ช่อดอกแห้งในแปลง ที่สำคัญไม่ควรให้ช่อดอกสัมผัสกับดิน เมื่อตากทิ้งไว้ในแปลงประมาณ 2-3 วัน หรือพบว่าช่อดอกแห้งแล้ว นำมามัดรวมกันเป็นฟ่อนวางบนผ้าพลาสติกกลางแจ้ง โดยให้ช่อดอกตั้งขึ้นเป็นเวลา 2-5 วัน หรือจนกว่าช่อดอกจะแห้ง นอกจากนี้ ไม่ควรกองฟ่อนแมงลักสุมทับกันในแปลง เพราะทำให้อุณหภูมิในกองสูง ประกอบกับมีความชื้น ส่งผลทำให้เชื้อรา Aspergillus flavas เจริญเติบโตได้ดี

ในส่วนของการนวดเมล็ด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรเป็นหลัก โดยมี 2 รูปแบบ ได้แก่

หนึ่ง การนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำที่ช่อดอก และแบบไม่มีการพรมน้ำ ซึ่งการนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำก่อนการนวด เมื่อบ่มช่อดอกได้ 6-8 ชั่วโมง นำมานวดกับรถนวด โดยใช้ตะแกรงตาถี่มากกว่าและปรับความเร็วรอบให้สามารถนวดเมล็ดที่เล็กได้ เมื่อได้เมล็ดแมงลักแล้ว จะนำมาตากอย่างน้อย 1 แดด เพื่อลดความชื้นให้เหลือประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

สอง การนวดด้วยเครื่องนวดที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การใช้เครื่องนวดแบบนี้จะได้เมล็ดแมงลักที่สะอาด ไม่ต้องนำมาลดความชื้นอีก สามารถนำไปทำความสะอาดได้ทันที

การทำความสะอาดเมล็ด โดยนำเมล็ดที่ได้จากการนวดและตากแดดให้แห้งแล้วมาเข้าเครื่องสี เพื่อกำจัดเศษขยะ เช่น ผง ฝุ่น กระเปาะหุ้มดอก เศษไม้ และสิ่งเจือปนอื่นๆ จากนั้นทำความสะอาดขั้นสุดท้ายโดยวิธีการฝัดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดที่ได้สะอาด

การเก็บรักษาเมล็ด ไม่ควรจำหน่ายเมล็ดทันทีที่นวดเสร็จ โดยหลังจากทำความสะอาดแล้วควรนำเมล็ดที่ได้ไปตากแดดบนลานตาก โดยมีวัสดุรองพื้นปู เช่น ผ้าพลาสติก การตากแดดอย่างน้อยควรใช้เวลาประมาณ 1 วัน เพราะจะสามารถช่วยลดความชื้นของเมล็ดลงได้ เหลือเพียง 6-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 2 ปี




เกษตรกรพอใจ สร้างรายได้ดี

คุณอำพัน ใจทิม เกษตรกรผู้ปลูกแมงลักทดแทนนาปรัง เป็นผู้หนึ่งที่ได้นำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพตามคำแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กล่าวว่า ได้ปลูกแมงลักทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่ 12 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 35,000 บาท หรือเฉลี่ยไร่ละ 2,917 บาท โดยได้เริ่มปลูกแมงลักในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณไร่ละ 117 กิโลกรัม จำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 146 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว ทำให้มีกำไรเหลือรวม 160,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาแล้ว คุณอำพัน บอกว่า การทำนาต้องลงทุนไร่ละประมาณ 6,667 บาท หักแล้วจะเหลือกำไรรวมจากพื้นที่ 12 ไร่ เพียง 30,000 บาท

“จากผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้คิดว่าจะปลูกแมงลักไปเรื่อยๆ หากยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำแบบที่เกิดขึ้นอีก เพราะนอกจากจะลงทุนน้อยแล้วแมงลักยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีแมลงศัตรูรบกวน ไม่ต้องให้น้ำมาก และหลังจากอายุ 1 เดือน สามารถให้ผลผลิตได้ ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี ทำให้ในวันนี้เกษตรกรใกล้เคียงต่างหันมาให้ความสนใจและต้องการปลูกแมงลักกันมากขึ้น สำหรับผู้สนใจการปลูกแมงลักนั้นแม้การปลูกการดูแลจะง่าย แต่ในขั้นตอนของการนวดเมล็ดต้องมีความรู้ความเข้าใจ จึงควรที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาให้เข้าใจก่อนจะดีที่สุด” คุณอำพัน กล่าวทิ้งท้าย



แมงลัก จึงนับเป็นพืชที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งในช่วงภาวะภัยแล้งเช่นนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โทร. (055) 681-384 หรือที่ Facebook : ศวพ. สุโขทัย





ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)
Previous
Next Post »