อย่ามองข้ามอาการ “ปวดส้นเท้า” ไม่อยากทรมานให้บริหารแบบนี้ ปวดแค่ไหนก็หายได้

“อาการปวดส้นเท้า” หรือ “รองช้ำ” มีสาเหตุสำคัญมาจากการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อบริเวณใต้ส้นเท้าเนื่องจากใช้ส้นเท้าเป็นอวัยวะที่รับน้ำหนักตัวของเราตลอดเวลา เนื้อเยื่อบริเวณส้นเท้ากดเบียดกับพื้น ประกอบกับความเสื่อมสภาพไขมันและเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามวัย การทำเช่นนี้ต่อเนื่องนานๆย่อมมีผลระยะยาวต่อการบาดเจ็บของส้นเท้ารวมไปถึงส่วนที่เป็นฝ่าเท้าด้วย หากไม่ต้องการให้อาการบาดเจ็บเรื้อรังต่อเนื่องไปอย่างยาวนาน คุณจำเป็นต้องหยุดมันตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถมีชีวิตที่ดีต่อไป

 โรคนี้มักพบบ่อยในวัยกลางคนขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีรูปร่างอ้วน ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินติดต่อกันเป็นเวลานานๆ นักกีฬาที่ต้องกระโดดเอาส้นเท้ากระแทกพื้นบ่อยๆ เนื่องจากคนพวกนี้จะต้องใช้งานในส่วนของเท้าอย่างหนัก นอกจากนี้ อาการปวดบริเวณส้นเท้าอาจเกิดได้สาเหตุอื่นๆหลายสาเหตุ ซึ่งล้วนเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเท้า เช่น



– เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
– เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อเท้า
– กระดูกงอกที่ฝ่าเท้าหรือที่เส้นเอ็นร้อยหวาย
– กระดูกเท้าบิดผิดรูป
– โรครูมาตอยด์
– โรคเก๊าท์
– กระดูกหัก


ลักษณะอาการป่วยที่พบ
หากมีอาการเช่นนี้ คุณอาจจะไม่ได้ปวดเท้าแบบปกติอีกต่อไป แต่เป็นอาการปวดส้มเท้าที่น่าเป็นห่วงและต้องรีบรักษาด่วน ดังนี้
– มีอาการปวดส้นเท้าและปวดอุ้งเท้า มีอาการระบม และปวดชาไปทั่วทั้งส้นเท้า
– มีจุดกดเจ็บและปวด บริเวณส้นเท้าฝั่งด้านในอุ้งเท้า เมื่อใช้นิ้วกดจะรู้สึกเจ็บเป็นอย่างมาก
– ปวดส้นเท้าแบบปวดจี๊ด ความรู้สึกเหมือนโดนเข็มแทง
– เวลาเดินจะไม่สามารถลงน้ำหนักที่ส้นเท้าและเท้าได้อย่างเต็มที่ในระหว่างการเดิน
– ความรู้สึกเจ็บจะมากที่สุดในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน แต่เมื่ออดทนฝืนเดินต่อไปสักครู่ อาการเจ็บปวดก็จะทุเลาลง แต่สำหรับในผู้ป่วยบางรายอาการปวดอาจจะอยู่เช่นนี้ตลอดทั้งวันหรือในทุกๆครั้งที่เดินก็ได้
– มีอาการปวดร้าวตามแนวพังผืดใต้ฝ่าเท้า ไปจนถึงจุดกดเจ็บและส้นเท้าเมื่อกระดกนิ้วเท้าขึ้น



การรักษาทางการแพทย์
1. รับประทานยาแก้ปวด ยาที่แพทย์สั่งจะไม่ใช่ยาที่เป็นสเตียรอยด์ ยาแก้ปวดให้เพื่อลดการอักเสบ หรืออาจมีการจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการ
2. ฉีดยาสเตียรอยด์ หากยาเอาไม่อยู่ แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป โดยจะฉีดยาเฉพาะที่บริเวณส้นเท้าจุดที่ปวด แต่ไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจทำให้เกิดเส้นเอ็นฝ่าเท้าเปื่อยและขาดได้
3. การผ่าตัด วิธีการผ่าตัดจะทำเป็นวิธีสุดท้ายหลังจากการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล กล่าวคือ ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้นหลังจากที่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 8 – 10 เดือน หรือ เพราะสาเหตุการปวดเกิดจากเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าถูกกดทับ


การทำกายภาพบำบัด
นอกเหนือจากการรักษาแล้ว ผู้ป่วยยังต้องมีการทำกายภาพบำบัดอีกด้วย เพื่อให้การรักษาหายได้เร็วขึ้นมากกว่าเดิม วิธีการทำกายภาพบำบัด ได้แก่
1. การแช่น้ำอุ่น
2. การใช้เจลเย็นรักษาในระยะอักเสบ
3. การรักษาด้วยคลื่นเหนือเสียง
4. การออกกำลังกายที่ถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็น การยืดกล้ามเนื้อน่อง หรือยืดเอ็นร้อยหวาย




ยกตัวอย่างการออกกำลังกายที่จะช่วยผ่อนคลายส้นเท้า ด้วยท่า “Calf Raise” มีวิธีการทำดังต่อไปนี้


– ยืนบนสเต็ปที่บุนวมนุ่มๆ
– เขย่งเท้ายืนทรงตัวบนจมูกเท้า ส้นเท้ายกลอย เขย่งขึ้นไปยืนบนปลายเท้าให้สูงที่สุดนาน 3 วินาที หยุดพักสักครู่
– ค่อยๆหย่อนส้นเท้าลงให้ต่ำที่สุด หยุดพักสักครู่
– ทั้งหมดนี้นับเป็น 1 ครั้ง ทำตั้งแต่ต้นจนจบให้ได้อย่างน้อย 8-12 ครั้ง และออกกำลังกายท่านี้ให้ได้แบบวันเว้นวัน

หากอาการปวดส้นเท้าทำให้คุณไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติดังเดิม การดูแลร่างกาย การบริหารส้นเท้า การทานยา หรือการผ่าตัด ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ช่วยทำให้คุณกลับมาเป็นคนใหม่ที่สามารถใช้ชีวิตได้สบายขึ้น เพราะเท้าเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความสำคัญไม่แพ้อวัยวะไหนๆ ดังนั้น อย่าลืมดูแลเท้าให้ดีเหมือนกับอวัยวะอื่นๆด้วยนะคะ คุณจะได้สามารถเดินเหินได้อย่างคล่องตัวตลอดไป

................................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก tips108.com และ firstphysioclinic.com



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)
Previous
Next Post »