5 วิธีถนอมเกียร์ออโต้ถูกวิธี ให้ใช้ทนทาน!!


ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์แบบใดในปัจจุบัน เกียร์อัตโนมัติก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งถ่ายกำลังถ่ายเทแรงบิดจากเครื่องยนต์ให้ครอบคลุมกับความเร็วและรอบของเครื่องยนต์โดยมีประสิทธิภาพด้านความประหยัดแถมมาให้ เกียร์อัตโนมัติได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและเข้ามาแทนที่เกียร์ธรรมดาในด้านระบบส่งกำลังของรถยนต์ นอกจากการดูแลเปลี่ยนถ่ายของเหลวน้ำมันหล่อลื่นเกียร์อัตโนมัติตามระยะที่กำหนดแล้ว วิธีการขับขี่ใช้งานเกียร์อัตโนมัติที่ถูกต้อง จะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของเกียร์ออโตจากวิธีขับขี่และดูแลที่ถูกต้อง เกียร์ออโตรุ่นใหม่ลูกหนึ่งมีราคาแพงถึง 20-30% ของราคารถ หากขับขี่โดยไม่มีการใส่ใจใยดี ขึ้นมาได้ก็หวดอย่างเดียวไม่ปรานีปราศรัย สุดท้าย ค่าซ่อมหรือค่าเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่จะทำให้คุณจนไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว


       1. -คิกดาวน์เกียร์ หรือเชนเกียร์บ่อยครั้ง พังเร็ว

       เชนเกียร์บ่อยไปไม่ดีต่อสุขภาพของเกียร์ เนื่องจากเป็นพวกวัยรุ่นใจเร็ว ชอบขับรถเกียร์อัตโนมัติแบบแมนนวล ไม่ชอบให้สมองกลเกียร์ทำงานในตำแหน่ง D โดยปล่อยให้เกียร์ทำงานไปตามเรื่องตามราวนั้นมันไม่เร้าใจ ต้องยัดเกียร์ชิฟเกียร์เอง ชอบใช้เอนจิ้นเบรกลดความเร็วด้วยการเชนเกียร์ลงต่ำในรอบสูง เพื่อลดความเร็วเมื่อขับบนเส้นทางคดเคี้ยวหรือทางบนเทือกเขาสูง การขับขี่แบบรถแข่งนั้นมอบความสนุกหลังพวงมาลัยให้กับนักซิ่งหน้าใหม่ เมื่อกระทำการทารุณกับเกียร์ออโตเป็นประจำทุกเช้าค่ำนั้นไม่ดีต่อสุขภาพเกียร์ของคุณอย่างแน่นอน ไม่ควรใช้เกียร์ต่ำเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง เพราะจะทำให้รอบเกียร์และรอบเครื่องยนต์สูงตามไปด้วยจนกระทั่งเกินขีดจำกัดการทำงานและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกลไกภายใน ขับแบบปกติไปเรื่อยๆ คาเกียร์ไว้ที่ตำแหน่ง D หากไม่ได้รีบร้อนลนลานสุดๆ ใช้คันเร่งแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากเกียร์จะอยู่รับใช้นานจนคุณลืมแล้ว ยังได้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ช่วยให้กระเป๋าเงินของคุณมีเงินเหลือจากค่าเชื้อเพลิงที่ลดลงจากการขับแบบประนีประนอมถนอมรถถนอมเกียร์ ขับช้าก็ถึงเหมือนกันแถมยังปลอดภัยอีกด้วย ลองดูนะครับ





       2. -ขับแบบลากรอบลากเกียร์ โหดไป

       เป็นคนชอบมองเข็มวัดรอบที่กวาดตวัดไปยังรอบสูงสุดจากความที่ชื่นชอบในกีฬามอเตอร์สปอร์ต เมื่อขับรถ ความรู้สึกแบบนักแข่งยังคงไม่จางหายไปไหนโดยยังคงใช้รอบสูง หรือลากคาเกียร์ 3-4 เอาไว้ไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสู่เกียร์สูงเพราะชอบทั้งเสียงเครื่องและการตอบสนองของรถในเกียร์ต่ำ ยัดเกียร์ D แล้วปล่อยให้มันวิ่งไปตามเรื่องตามราวมันไม่สาแก่ใจ สู้เปลี่ยนเกียร์เองด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift โดยคาเกียร์ 3 หรือเกียร์ 4 เอาไว้เรียกรอบจี๊ดๆ ที่เกือบจะเข้าโซน Redline หรือโซนรอบสูงสุดเป็นประจำ ชอบเห็นรอบเครื่องยนต์ป้วนเปี้ยนอยู่แถว 6,500-7,000 รอบเป็นประจำ ทำบ่อยๆ คลัตช์ของเกียร์จะลาจากอย่างรวดเร็วนะจะบอกให้ ส่วนการคิกดาวน์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำสำหรับการเร่งแซงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการขับที่รีบเร่งและต้องการแซงทีเดียวให้พ้นไปเลย ไม่ต้องมานั่งลุ้นกันจนตัวโก่งว่าจะแซงพ้นหรือไม่ การคิกดาวน์เร่งแซงไปตลอดทางหรือขับแบบรีบๆ เร่งๆ ลนๆ นอกจากจะอันตรายจากการใช้ความเร็วสูงแล้ว คลัตช์ของเกียร์ออโตต้องทำงานอย่างหนักและหมดสภาพได้เร็วกว่าขับแบบปกติเรื่อยๆ มาเรียงๆ เขียนวิธีขับที่ถูกต้องนั้นง่าย แต่บอกให้ทำตามคงยากเย็นแสนเข็ญสิ้นดี คนไทยขับรถเร็ว (มาก) และชอบใช้ความเร็วที่ผิดกฎหมายบ่อยครั้งบนไฮเวย์ ลองขับให้ช้าลงและไม่ขับลากรอบลากเกียร์ หากเกียร์มันพูดได้ คุณจะได้ยินเสียงขอบคุณทุกครั้งที่เริ่มขับแบบประคับประคองถนอมเครื่องถนอมเกียร์ ใช้รอบต่ำและคาเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D โดยปล่อย Paddle Shift เอาไว้เป็นแค่อุปกรณ์ประดับยนต์เท่านั้นเมื่อขับทางราบปกติไม่ได้ห้อเต็มเหนี่ยวขึ้น-ลงเขาแถบภูทับเบิก


       3. -ติดไฟแดงนานแสนสาหัส แถบรัชโยธินหรือสีลม-สาทร ช่วง 6 โมงเย็น จะเหยียบเบรกยัดเกียร์ D ให้เมื่อยทำไม

       แรงดันในระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น เมื่อเลื่อนคันเกียร์จากเกียร์ว่างในตำแหน่ง N ไปที่ตำแหน่งขับเคลื่อนเดินหน้าหรือ D จะเกิดแรงดันขึ้นเพื่อดันของเหลวหรือน้ำมันเกียร์ให้มีการไหลเวียนเพื่อหล่อลื่นการทำงาน จริงหรือไม่ที่การขับใช้งานแบบเลื่อนคันเกียร์บ่อยๆ จะทำให้เกียร์สึกหรอโดยใช่เหตุ!! ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญเกจิอาจารย์ด้านรถยนต์ส่วนใหญ่จึงแนะนำวิธีการใช้งานเกียร์ออโต โดยมักจะบอกกันว่าตั้งแต่สตาร์ตเครื่องยนต์ใส่เกียร์ D ขับออกจากบ้าน เมื่อเจอสภาพจราจรที่ติดขัดไม่ว่าจะสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ก็ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์เลื่อนไปเลื่อนมาระหว่าง D และ N ให้เหยียบเบรกเอาไว้พร้อมกับคาเกียร์ในตำแหน่ง D ตลอดเวลา แม้รถจะติดโหดจนขาแทบพลิกเพราะต้องเหยียบแป้นเบรกยาวนานจนตะคริวกินขาเลือดไม่เดิน แทนที่เกียร์จะพังกลับเป็นขาของคนขับที่พังแทน เกจิในวงการบางท่านหรือนักเลงรถเจ้าของอู่ที่เชี่ยวชาญในด้านระบบส่งกำลังต่างออกมาบอกกันว่า ทอร์กคอนเวอร์เตอร์ ในเกียร์อัตโนมัติจะหยุดส่งถ่ายแรงดันเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ว่างหรือเกียร์ N และหากเลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งขับเคลื่อนหรือ D เพื่อขับเคลื่อน แรงดันจากระบบเกียร์จะทำงานต่อทันทีที่เข้าเกียร์ D ทำให้ภายในระบบเกียร์และวาล์วภายในมีแรงดันไม่ต่ำกว่า 2-5 บาร์ สำหรับให้กำลังในการออกตัว หากทำแบบนั้นบ่อยๆ จะทำให้เกียร์สึกหรอ ซึ่งพิสูจน์กันแล้วว่าไม่จริงเสมอไป การเลื่อนคันเกียร์อัตโนมัติจาก D ไปที่ N แล้วดึงเบรกมือเพื่อป้องกันรถไหล เกียร์ออโตที่มีการดูแลรักษาเปลี่ยนถ่ายของเหลวหรือน้ำมันเกียร์ตามระยะทาง ไม่ค่อยขับแบบลากเกียร์หรือยัดเกียร์เองในโหมดแมนนวล ไม่ว่าจะติดนานแค่ 1-2 นาที หรือนิ่งสนิทลากกันยาวจนแทบจะหลับคารถ ผมมักเลื่อนคันเกียร์ไปยังเกียร์ว่างหรือ N แล้วดึงเบรกมือเพื่อพักเท้าป้องกันรถไหล ในส่วนของการสึกหรอนั้น เกียร์ออโตจะเกิดการสึกหรอเสียหายนอกจากการเลื่อนคันเกียร์ไป-มา ซึ่งเป็นวิธีใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้วที่คุณต้องเลื่อนจาก P ไป R ไป N ไปที่ D หรือแม้แต่ D1-D2 หากพบเจอกับทางขึ้นเขาลงเนิน การสึกหรอเสียหายยังเกิดขึ้นได้จากการใช้งานที่ผิดวิธี เช่น ไม่เคยเปลี่ยนของเหลวหล่อลื่นมานานจนจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ ชอบขับแบบลากรอบลากเกียร์ เปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงด้วยตัวเองบ่อยครั้งแทนที่จะให้ ECU ของเกียร์ทำงานไปตามเรื่องตามราวของมัน รถยังไม่ทันหยุดก็ทำตัวเป็นเด็กแว้นใจร้อนรนยัดเกียร์ถอยซะแล้ว แบบนั้นแหละครับที่เป็นตัวการในการทำให้เกียร์ออโตของคุณกระจาย ไม่ใช่แค่การเลื่อนคันเกียร์จาก D ไป N เพื่อพักเท้าพักขาเมื่อเจอเข้ากับรถติดหนักๆ แถมยังเป็นการพักการทำงานของชุดคลัตช์ไปในตัวขณะจอดรอสัญญาณไฟ เลือกเอาไว้ชอบแบบไหน


       4. -น้ำมันเกียร์ ของสำคัญที่ไม่ควรละเลย
       ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เกียร์ออโตต้องรับภารกรรมมากยิ่งขึ้น จากการที่ต้องวิ่งๆ หยุดๆ ไปตลอดทางเมื่อขับใช้งานในเมือง ทั้งยังต้องรับแรงบิดจากเครื่องยนต์สมัยใหม่ที่มีเรี่ยวแรงพละกำลังมาก มีแรงบิดมหาโหดส่งลงไปยังเพลาขับรวมถึงยังต้องทนรับสภาวการณ์ต่างๆ ของผู้ขับที่ใช้เกียร์ออโตไม่เป็นหรือไม่รู้จักทะนุถนอม น้ำมันเกียร์ออโตเป็นของเหลวหล่อลื่นที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการใช้งานเกียร์อัตโนมัติ สำหรับระยะเวลาในการเปลี่ยนของเหลวหรือน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ตามปกติแนะนำกันอยู่ที่ 20,000 – 30,000 กิโลเมตร หรือประมาณปีละหนึ่งครั้ง


       เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนเกือบจะทั้งปีทั้งชาติ มีหนาวโหดเย็นยะเยือกแค่ 3-4 วันเท่านั้นในหนึ่งปี สำหรับการขับใช้งานประจำวันตลอดอายุรถยนต์ เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครนั้นนอกจากฤดูร้อนมากและร้อนตับแตกแล้ว ยังมีฤดูฝนที่มีสภาวะน้ำรอการระบายอีกด้วย ฝนตกทีไรเป็นต้องเจอกับน้ำท่วมขังทันที เมื่อต้องวิ่งฝ่าทั้งสภาพรถติดอย่างหนัก วิ่งๆ จอดๆ เดี๋ยวเบรกเดี๋ยวเร่ง เดี๋ยววิ่งฝ่าน้ำท่วมขังที่มีระดับน้ำสูงยังกับการวิ่งอยู่ในคลอง ทำให้ความชื้นสามารถแทรกตัวเข้าไปในระบบเกียร์ ซึ่งมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ไม่ใช่น้อย คำแนะนำให้เปลี่ยนถ่ายของเหลวพวกน้ำมันเกียร์กันให้เร็วกว่าปกติจึงเป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านควรใส่ใจ ในส่วนของมาตรฐานตามเกณฑ์สำหรับการทะนุถนอมยืดอายุการใช้งานเกียร์ก็สมควรที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติที่ 20,000 กิโลเมตร น้ำมันเกียร์ที่สดใหม่จะช่วยรักษาเกียร์ของคุณจนบางทีรถพังไปแล้ว เกียร์ก็ยังอยู่ยั้งยืนยงให้งงกันไปนะครับ น้ำมันเกียร์ออโตเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับกระปุกเกียร์แบบอัตโนมัติ ประกอบด้วยน้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษและสารเติมแต่งหลายชนิด อาทิ สารปรับสภาพความหนืด สารป้องกันการกัดกร่อนและการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน สารต้านการเกิดฟอง สารเพิ่มแรงกด

       หน้าที่ของน้ำมันเกียร์
       1. ถ่ายกำลังจากปั๊มไปยังกังหันในทอร์กคอนเวอร์เตอร์
       2. ถ่ายพลังไฮโดรลิกไปควบคุมการทำงานของคลัตช์ และอุปกรณ์ภายในกระปุกเกียร์
       3. ถ่ายเทความร้อนจากกระปุกเกียร์ออกสู่ภายนอก
       4. หล่อลื่นแบริ่ง คลัตช์ เฟือง บุช และอุปกรณ์ส่วนอื่นๆ ภายในกระปุกเกียร์
       5. ป้องกันการสึกกร่อนของโลหะภายในกระปุกเกียร์

       คุณสมบัติน้ำมันเกียร์
       1. ไม่ทำปฏิกิริยาหรือกัดกร่อนวัสดุในกระปุกเกียร์ เช่น โลหะ ยาง พลาสติก หรือวัสดุอื่นๆ
       2. ไม่ติดไฟ ไม่เสื่อมสภาพ และทนต่อความร้อนได้สูง
       3. ป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันความชื้น อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดฟองตามมา
       4. ไม่มีความหนืดมาก มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่างๆ ได้


       5. -การตรวจสภาพน้ำมันเกียร์
       โดยปกติน้ำมันเกียร์ที่ยังไม่ได้ใช้งานจะมีสภาพสีเหลืองใสหรือสีออกแดงใส หากใช้งานไปนานๆ หรือมีสภาพของกระปุกเกียร์มีปัญหาจะทำให้น้ำมันเกียร์มีลักษณะสีน้ำตาลหรือสีดำข้น ซึ่งจะเปลี่ยนถ่ายใหม่น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพที่เกิดจากปัญหาของกระปุกเกียร์อาจเกิดจากหลายกรณี ได้แก่

       – มีฝุ่นผงของแผ่นเบรกเบรนหรือแผ่นคลัตช์ผสม จนไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ทำให้ระบบน้ำมันไฮโดรลิกอัดตัวแน่นกับเสื้อลิ้น เมื่อเข้าเกียร์จะทำให้เกิดเสียง
       – การมีน้ำหล่อเย็นไหลเข้าห้องเกียร์จะทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพ และเน่าเสียเร็ว ซึ่งสังเกตได้จากการแยกชั้นของน้ำกับน้ำมัน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ใหม่ และทำความสะอาดกระปุกเกียร์ทั้งหมด

       ชนิดน้ำมันเกียร์ออโต



       1. น้ำมันเดกซ์รอน II โดยจะลื่นมากกว่าน้ำมันเดกซ์รอน F ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์จะรู้สึกนิ่มมากกว่า

       2. น้ำมันเดกซ์รอน F เหมาะสำหรับเกียร์อัตโนมัติที่มีระบบล็อกของทอร์กคอนเวอร์เตอร์เพื่อป้องกันการลื่นของคลัตช์ เป็นน้ำมันเกียร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพทางความฝืดสูง


       ตัวอย่างน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

       1. ATF Dexron II ใช้สำหรับเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ทั่วไป และใช้สำหรับเกียร์ผ่อนกำลัง
       2. โดแนกซ์ TM ใช้สำหรับเกียร์อัตโนมัติ เกียร์ธรรมดา เกียร์รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก
       3. โดแนกซ์ TT ใช้สำหรับระบบเกียร์ไฮดรอลิกเฟืองท้าย และระบบ wet brak รถแทรกเตอร์ในการเกษตร
       4. โดแนกซ์ TF ใช้สำหรับระบบเกียร์อัตโนมัติรถยนต์ทั่วไป สำหรับประเภท Type F หรือ Type G
       5. แทรกเซิล ใช้สำหรับระบบเกียร์ไฮดรอลิกเฟืองท้าย และระบบเบรกที่จุ่มในน้ำมัน สำหรับรถแทรกเตอร์การเกษตร



       5. -ตรวจระดับของน้ำมันเกียร์ออโตเป็นประจำ

       เมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะต้องได้รับการตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ และสภาพของน้ำมันเกียร์ทุกครั้ง

       1. การตรวจระดับน้ำมันเกียร์
       – การตรวจระดับน้ำมันเกียร์จะต้องตรวจในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานอยู่ โดยสตาร์ตเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที
       – ปลดคันเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งจอด P และดึงเบรกมือให้รถจอดนิ่ง
       – ทำความสะอาดรอบๆ บริเวณก้านวัด พร้อมดึงก้านวัดขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด
       – ทำการเสียบก้านวัดให้เข้าในระดับตำแหน่งเดิม
       – ดึงก้านวัดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมสังเกตระดับน้ำมันเกียร์ที่เป็นรอยคราบของน้ำมันที่ก้านวัด
       – ระดับก้านวัดจะมีรอยปิ่น 4 รอย คือ 2 รอยล่าง แสดงระดับขณะเครื่องเย็น และ 2 รอยบน ขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องยนต์ทำงาน
       – ระดับน้ำมันเกียร์ที่พอเหมาะจะต้องอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าขีดล่างของเครื่องร้อน หรือไม่ต่ำกว่าขีดที่ 3 นับจากล่างขึ้นบน
       – หากระดับต่ำกว่าขีดที่ 3 แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ไม่เพียงพอ จะต้องเติมให้เต็มถึงรอยที่ 4 ระดับน้ำมันเกียร์ที่ต่ำเกินไปจะทำให้เกิดการดูดอากาศเข้าห้องเกียร์ หากระดับสูงเกินไปจะสูบออก เพราะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเกียร์

..........................................
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : thairath.co.th โดย อาคม รวมสุวรรณ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

เรื่องน่าสนใจอื่น ๆ

Previous
Next Post »